Schedule: เปิดบริการ 24 ชั่วโมง
076 298 298, 076 609 050

ครบเครื่องเรื่องสุขภาพ

4 โรคที่ต้องระวังช่วงฤดูฝน

โรคไข้หวัด / โรคไข้หวัดใหญ่ / โรคไข้เลือดออก / โรคติดเชื้อไวรัส RSV

ฤดูฝนมาเยือนพร้อมกับความชุ่มฉ่ำ แต่ก็มาพร้อมกับภัยคุกคามสุขภาพที่หลายคนอาจมองข้าม หนึ่งในนั้นคือโรคติดเชื้อต่าง ๆ ที่มักระบาดในช่วงนี้ โดยเฉพาะ 4 โรคหลัก ได้แก่ โรคไข้หวัด, โรคไข้หวัดใหญ่, โรคไข้เลือดออก และโรคติดเชื้อไวรัส RSV ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราและครอบครัวได้อย่างมาก การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเหล่านี้และวิธีการป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

โรคไข้หวัด โรคยอดฮิตประจำปี

เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนที่เกิดจากเชื้อไวรัสหลากหลายชนิด อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้ต่ำ ๆ เจ็บคอ มีน้ำมูก ไอ และปวดเมื่อยตามตัว การแพร่กระจายของเชื้อไข้หวัดมักเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือการไอจามรดกัน

วิธีป้องกัน

  • ล้างมือบ่อย ๆ ใช้สบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์
  • สวมหน้ากาก โดยเฉพาะในที่ที่มีคนเยอะ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณปาก จมูก และตา
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

โรคไข้หวัดใหญ่ รุนแรงกว่าที่คิด

เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่รุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา อาการของโรคจะคล้ายกับโรคไข้หวัดธรรมดาแต่จะรุนแรงมากกว่า โดยจะมีไข้สูงกว่า หรือมีไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น คัดจมูก ไอ โดยส่วนมากจะไอแห้ง เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ทั้งยังมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และสมองอักเสบ ได้ง่าย ซึ่งหากอาการรุนแรงก็ทำให้ถึงขั้นเสียชีวิต เป็นโรคที่พบได้ตลอดปีและจะพบบ่อยในฤดูฝน โดยเฉพาะในเด็กอันตรายมากกว่าไข้หวัดธรรมดา ในแต่ละปีมีเด็กจำนวนมากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ และบางคนมีอาการรุนแรงจนถึงกับเสียชีวิต โรคไข้หวัดใหญ่ติดต่อกันได้โดยการหายใจเอาละอองน้ำมูก น้ำลาย เสมหะของผู้ป่วยที่ไอหรือจาม การสัมผัสถูกสารคัดหลั่งแล้วสัมผัสบริเวณใบหน้าซึ่งมีช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย แถมช่วงหน้าฝนก็เป็นช่วงที่เด็ก ๆ กำลังเปิดเทอม ได้ใกล้ชิด ได้เล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน ทำให้อาจได้รับเชื้อโรคจากเพื่อน ๆ ได้

การป้องกันโรค

  • ล้างมือบ่อย ๆ ใช้สบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์
  • สวมหน้ากาก โดยเฉพาะในที่ที่มีคนเยอะ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณปาก จมูก และตา
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
  • เด็ก สามารถฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งในเด็กที่อายุ 6 เดือนถึง 9 ปี ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาก่อน จะให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน หลังจากนั้นจึงเป็นปีละ 1 เข็ม เด็กที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ควรหยุดพักรักษาตัวที่บ้าน งดไปโรงเรียน เพื่อลดการแพร่เชื้อ
  • ผู้ใหญ่ แนะนำให้ฉีดปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงดังนี้
    • ภาวะอ้วน
    • ผู้พิการ
    • หญิงตั้งครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
    • โรคเรื้อรัง เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, โรคหอบหืด, โรคหัวใจ, ไตวาย, มะเร็ง
    • อายุ 65 ปีขึ้นไป
    • ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น โรคธาลัสซีเมีย, ผู้ติดเชื้อ HIV

โรคไข้เลือดออก ภัยร้ายจากยุงลาย

เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากยุงลายเป็นพาหะนำโรค อาการเริ่มแรกคล้ายไข้หวัด แต่เมื่อโรคเข้าสู่ระยะวิกฤติ อาจมีอาการรุนแรง เช่น เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด และความดันโลหิตต่ำ ในประเทศไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกหรือโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี่ปีละหลายหมื่นคน โรคนี้มักพบบ่อยในช่วงฤดูฝน ส่วนใหญ่มักพบในเด็กโต วัยรุ่น และผู้ใหญ่ โดยมีสาเหตุมาจากช่วงหน้าฝนมักมีแหล่งน้ำขัง จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย และยุงลายก็เป็นพาหะในการแพร่เชื้อโรคไข้เลือดออก

อาการของโรค มักจะมีไข้สูงลอย (39 – 40 องศาเซลเซียส) 3 – 7 วัน หน้าแดง มีผื่นแดง ไม่ค่อยไอ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีภาวะเลือดออกง่าย หากมีอาการรุนแรงมักจะมีอาการปวดท้อง อาเจียน ไม่กินอาหารร่วมด้วย ถ้าเกิดในเด็กเล็กอาจมีไข้สูงและชักได้

การป้องกันโรค สามารถป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด ติดมุ้งลวดประตูหน้าต่าง ใส่เสื้อผ้าแขนยาวขายาว และกำจัดแหล่งน้ำขังที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย โดยปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ฉีดได้ตั้งแต่ 4 – 60 ปี โดยไม่จำเป็นต้องติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน โดยป้องกันเชื้อได้ 80% ลดความรุนแรง 80% และลดการนอนโรคพยาบาลได้ 75%


โรคติดเชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) ภัยคุกคามเด็กเล็ก

เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคทางระบบทางเดินหายใจที่สำคัญ ซึ่งจะมีอาการรุนแรงในเด็กเล็ก พบการเสียชีวิตสูงในทารกที่คลอดก่อนกำหนด ทารกที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือน และทารกที่มีโรคประจำตัว ไวรัส RSV ติดต่อผ่านสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือการสัมผัส ในบางครั้งไวรัส RSV อาจก่อให้เกิดความรุนแรงถึงขั้นทำให้ปอดบวม หรือหลอดลมอักเสบได้

อาการของโรค เนื่องจากอาการของไวรัส RSV จะคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา ส่งผลให้คุณพ่อคุณแม่มักแยกความต่างระหว่าง 2 โรคนี้ไม่ค่อยออก แต่ข้อแตกต่างระหว่างโรคนี้ดูได้จากอาการหอบ เหนื่อย หายใจลำบาก และไอหนักมาก ๆ ให้สันนิษฐานว่าอาจเป็นไวรัส RSV ได้

การป้องกันโรค ปัจจุบันยังไม่มียารักษาการติดเชื้อไวรัส RSV ที่จำเพาะ และยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค จำเป็นต้องอาศัยการป้องกันการติดเชื้อ โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อจากผู้ป่วย เช่น สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด

โรคติดเชื้อ เราสามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงได้ด้วยการไม่ไปในสถานที่ที่แออัด ล้างมือบ่อย ๆ หมั่นทำความสะอาดที่อยู่อาศัยและสิ่งของต่าง ๆ ในบ้าน พักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหมั่นออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง หากจำเป็นต้องออกไปนอกบ้านให้สวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการรับเชื้อ และเมื่อกลับมาถึงบ้านให้รีบอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนเครื่องแต่งหาย และทำตัวให้แห้งไว้เสมอ


วิธีป้องกันโรคในฤดูฝน

  • ล้างมือบ่อย ๆ ใช้สบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์
  • สวมหน้ากาก โดยเฉพาะในที่ที่มีคนเยอะ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณปาก จมูก และตา
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ฉีดวัคซีน เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่, ไข้เลือดออก
  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น กำจัดภาชนะที่ใส่น้ำขัง
  • ใช้ยาไล่ยุง หรือมุ้ง
  • สวมเสื้อผ้ามิดชิด เพื่อป้องกันการถูกยุงกัด

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์

ทุกปัญหาด้านสุขภาพเราช่วยคุณได้...กรุณาอย่าลังเลที่จะปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของเรา